Sunday, November 12, 2006

ภาพยนตร์รัสเซีย




มีลูกชายเรียนอยู่ยาโรสลาฟ ซึ่งเป็นเมืองเล็ก ๆ อยู่ระหว่างมอสโคว์กับเซนต์ปีเตอร์เบิร์ก เมื่อวานไปหาซีดีภาพยนตร์มาได้เรื่องหนึ่ง ดูแปลก ๆ ดี ปรากฏว่าเป็นภาพยนตร์รัสเซีย เหตุเกิดในรัฐจอเจีย ยายคนหนึ่ง “รอ” ลูกชาย ซึ่งไปทำงานอยู่ในฝรั่งเศส ไปเป็นกรรมกรที่นั่น ยิ่งเล่าว่า ที่รัสเซียแร้นแค้น ผู้คนอยากออกไปอยู่ต่างประเทศ เรื่องนี้ก็สะท้อนความเป็นจริงดังกล่าวเช่นกัน ลูกชายคุณยายเป็นหมอ แต่ต้องไปทำงานกรรมกรต่างประเทศ หนังเรื่องนี้ดำเนินเรื่องเรียบ ๆ แต่ในความเรียบ ๆ ก็สะท้อนอะไรต่ออะไรหลายอย่างที่อยากรู้อยากเห็นในชีวิตของรัสเซีย ซึ่งเวลานี้ก็มีลูกชายไปเรียนหนังสืออยู่ที่นั่น

เราเคยนอนอ่าน “สงครามและสันติภาพ” หรือ War and Peace ของตอลสตอยภาคภาษาอังกฤษ เป็นช่วงเวลาที่หลีกเร้นออกมาจากการเมืองของนักกิจกรรมที่เราไม่สันทัด เราไม่พร้อม เราไม่รู้เหมือนกันว่า เรากำลังจะเอาตัวเองไปทำอะไร แต่ก็เป็นเหตุให้เสกสรร ประเสริฐกุล เขาไม่พอใจเรามาถึงทุกวันนี้ กระมัง เขาว่าเราขี้ขลาด ตอนนั้น เราเคยอยู่ที่บ้านแสงจันทร์ ซึ่งเป็นบ้านเช่าริมสะพานซังฮี้กับเขาและเพื่อนอีกสองสามคน ก็สนิทสนมกันมาก พอที่จะได้ยินเรื่องราวของแฟนเก่า ดาวธรรมศาสตร์และการวางแผนจะจีบแฟนใหม่ ดาวจุฬา ซึ่งก็ได้แก่ จีรนันท์ พิตรปรีชา ช่วงหายตัวไปนั้น หายตัวไปเงียบ ๆ ไม่ได้บอกใคร แม้เพื่อนสนิท พวกเขาพากันสืบค้น จนพบว่า ไปนอนอ่านหนังสืออยู่บ้านน้าชาย ที่ซอนศรีศุกรี พระโขนงซอย ๗๑ หรือที่เรียกกันว่า คลองตัน สันติสุขและคณะที่ไปตามตัว เอากล้องส่องดูด้วย เห็นด้วยว่าอ่าน War and Peace อยู่ ร้าย ๆ จริง และพบว่า ผมไม่ได้ถูกกักตัวแต่ประการใด คงเป็นสมัคร หลีกรี้ออกมาจากความสับสนวุ่นวายมากกว่า

อาจารย์สุลักษณ์เคยตั้งข้อสังเกตว่า ถ้าหากว่า ผมอยู่กับเสกตอนนั้นตลอดรอดฝั่ง จนเหตุการณ์ ๑๖ ตุลา ๑๔ ผ่านไป น่าจะเป็นเรื่องดี แต่ผมเองไม่รู้สึกพร้อม ตอนแรกก็อยู่ในบ้านหลังเดียวกันด้วยความชื่นมื่น ผมอาจจะเป็นสะพานเชื่อมโยงโลกสองโลกเข้าด้วยกันกระมัง โลกหนึ่งก็คือโลกของนักกิจกรรม ซึ่งแน่นอนกระแสตอนนั้นไปทางซ้าย แม้เสกจะเป็นซ้ายใหม่ แต่เขาก็คิดไปทางโครงสร้างสังคมเป็นประเด็นหลัก เขาเห็นว่า จะเปลี่ยนสังคมต้องเปลี่ยนที่โครงสร้าง เมื่ออยู่ด้วยกัน ได้พูดคุยกันสนิทสนม ก็เห็นได้ว่า เขาก็สนใจเรื่องทางจิตใจด้วย โดยเขาระบุว่า ผมสนใจเรื่อง Micro ในขณะที่เขาสนใจเรื่องทาง Macro หรือว่า ผมสนใจเรื่องระดับปัจเจก ส่วนเขาสนใจเรื่องราวระดับสังคม ก็ตอนนั้น เสกก็ยังได้อ่านทางพุทธธรรมและเขียนเชื่อมโยงทฤษฎีทางพุทธไว้ด้วย ยังจำได้ว่า เสกอ่านหนังสือที่มีปัญญาชนหลายคนเขียนถึง ดี. ที. สุซูกิ โดยเขาได้ให้ความสนใจกับมันมาก ๆ โดยเฉพาะงานของอีริค ฟรอมม์ที่เขียนถึงปราชญ์ทางเซนคนนี้

ฟรอมม์เขียนถึงสุซูกิไว้ว่า เมื่อสุซูกิไปเยี่ยมบ้านของฟรอมม์นั้น มีอยู่ครั้งหนึ่ง ที่สุซูกิทักว่า กิ่งไม้ต้นใหญ่ต้นนั้นหายไปไหน ฟรอมม์ตะลึงว่า ทำไมคน ๆ นี้จึงสามารถจดจำกิ่งไม้กิ่งหนึ่งได้ การดำรงอยู่ในปัจจุบันธรรมของสุซูกินับได้ว่ายอดเยี่ยม เขามาในฐานะแขก แต่เขาก็สามารถดำรงอยู่ร่วมกับต้นไม้ใบหญ้า จนเกิดความทรงจำขึ้นมาได้อย่างเป็นอัตโนมัติ จำโดยไม่ต้องพยายามจะจำ

พี่เม(เรียกตามยิ่ง)บอกว่า บางทียิ่งอาจจะมีชาติภพเคยเป็นคนรัสเซียก็ได้ การได้ดูหนังรัสเซียเรื่องนี้ ก็คล้ายกับว่า ได้เข้าไปอยู่ในบรรยากาศกลิ่นอายความเป็นรัสเซียได้เหมือนกัน นึกเอาว่า ยายในเรื่องก็คล้าย ๆ กับยายเจ้าของบ้านของยิ่ง และการมีบ้านชนบทของรัสเซียก็ปรากฏอยู่ในหนังเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน รวมถึงความแร้นแค้นยากไร้ของคนรัสเซียด้วย นี่ก็เหมือนได้ไปอยู่ร่วมกับลูกชายได้เหมือนกัน ความรู้สึกดี ๆ ความอบอุ่นเล็ก ๆ ก็เกิดขึ้นในหัวใจ

Saturday, November 11, 2006

ส่งทอดประสบการณ์




ผมนั่งเฝ้าดูภูมิปัญญาที่ส่งผ่านจากคนรุ่นหนึ่งสู่คนรุ่นหนึ่งอย่างน่าสนใจ เรามักจะมองข้ามสิ่งที่มองเห็นได้ชัดเจน อย่างในกรณีของการส่งผ่านภูมิปัญญาระหว่างรุ่นคนนี้ แต่แล้วกลับมีอุปสรรคอะไรบางประการเข้ามาสอดแทรกการส่งผ่านนี้ไปได้อย่างน่าเสียดาย ทำให้การวิวัฒนาการทางการเรียนรู้ของมนุษยชาติโดยรวมต้องหยุดชะงัก

วันหนึ่ง ในการพบปะพูดคุยกันในวงสนทนาของชุมชนเชียงราย เป็นวันที่ณัฐกับมนตรีกำลังทำให้โรงพยาบาลแม่สรวยเป็นวันแรก ผมได้เข้าไปเชื่อมโยงให้ทีมจัดงานของแม่สรวยรู้จักอาจารย์ณัฐฬสกับอาจารย์มนตรี ก็เลยมีโอกาสเฝ้าดูการนำเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ของณัฐ ได้สัมผัสถึงความสง่างาม อำนาจในการนำพาผู้คน และความอ่อนโยนที่จะนำเข้าสู่คลื่นอัลฟา และสภาวะของคลื่นสมองในแบบแผนแห่งการตื่นรู้ หรือ Brain Waves Pattern of Awakening Mind

หมอวิธานก็บอกว่า เพิ่งเขียนบันทึกว่าได้เรียนรู้อะไรจากณัฐบ้าง ก็สรุปออกมาเจ็ดข้อ และหนึ่งในเจ็ดข้อก็มีข้อนี้ หมอวิธานกำลังสรุปว่าได้เรียนรู้อะไรจากใครบ้าง ในแง่มุมของการเป็นกระบวนกร อันนี้นับว่า เป็นความริเริ่มที่ดีมาก

บางทีสิ่งที่อยู่ในตัวณัฐอาจจะมาจากครูบาอาจารย์ของเขาด้วย เราจะสัมผัสได้ถึง ความเป็นนาโรปะของเขาได้อย่างชัดเจน มันดำรงอยู่ในเซลทุก ๆ เซลของเขา มันดำรงอยู่ในทุก ๆ อณูของการเป็นอยู่ของเขา มันดำรงอยู่ในกาย หรือในเนื้อตัวแล้ว มิใช่เป็นเพียงความคิด มันก็คือการให้พื้นที่กับคนอื่น การโอบอุ้มพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แล้วมอบให้กันและกัน มันโอบอุ้มพื้นที่อันศักดิ์สิทธิ์ขึ้นมา แล้วบอกว่าพวกเราช่วยกันรักษามันไว้ ไม่ให้ใครมาทำลายมัน ให้ช่วยกันดูแลซึ่งกันและกันว่า พวกเราจะมาใช้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์นี้ด้วยคารวะ ด้วยความเคารพ ไม่ล่วงละเมิดข้อตกลงร่วมกันอันนี้

ผมมาคิดอีกเรื่องที่ต่างออกไปอย่างสิ้นเชิงเลย นั่นก็คือเรื่องความรู้ลี้ลับ หรือ Tacit Knowledge ที่ส่งผ่านกันมาในสายเลือดธุรกิจ ผมมาคิดดูว่า ทำไมผมจึงทำธุรกิจเจ๊ง ไม่ได้เรื่อง อันนี้ มันอาจจะเป็นเหตุปัจจัยหลายอย่างก็ได้ ที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็เรื่องแรงบันดาลใจ ผมว่า ผมไม่ได้มีความมุ่งมั่นมาทางนี้ คือไฟปรารถนาจะรวยมันไม่เข้มข้นพอ มันจึงมีอะไรก็ได้มากมายเหลือเกิน ที่คนทำธุรกิจเขาไม่ค่อยจะมีกัน คนทำธุรกิจ เขาจะมีบางอย่าง เช่น “ความตระหนี่ถี่เหนียว” ในบางคน ในธุรกิจบางแบบ เช่น เพื่อน ๆ ที่พ่อแม่มีร้านขายของชำ มักจะเป็นแบบนี้ แต่ส่วนใหญ่ นักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ มักจะเป็นแบบว่า “ไม่ยอมให้ใครเอาเปรียบ” อันนี้มันอยู่ในสายเลือดพวกเขาเลยทีเดียว “เค็มมาเค็มไป” อะไรทำนองนั้น

สิ่งที่ตรงกันข้ามกับความรู้สึกเช่นนี้ทั้งหมดเลย ก็มีเพื่อนณัฐจากสหรัฐอเมริกาอยู่คู่สามีภรรยาคู่หนึ่ง พวกเขาซื้อของจะไม่ต่อเลย ทำอะไรตกลงอะไรกับใครจะไม่ต่อรอง คือคำเดียว ว่ามา แล้วก็จ่ายตามนั้น พวกเขารู้สึกว่า มันมากเรื่องมาก ที่จะไปต่ออะไรจากใคร มันสูญเสียพลังงานมาก ใครอยากได้อะไรเท่าไร ก็ให้เขาไป โดยไม่ต้องต่อรอง

ผมรู้สึกดีมากกับจุดยืนนี้ (อันนี้อาจจะทำให้ผมเป็นนักธุรกิจแบบหนึ่ง ได้ไม่ดีเท่าที่ควร) ผมค่อยมาบ่มเพาะสิ่งนี้ให้เข้ามาอยู่ในเนื้อตัวเรา ค่อย ๆ เลิกต่อรอง คงทำได้ไม่หมดหรอก แต่เมื่อนึกถึงสามีภรรยาคู่นี้ทีไรก็สบายใจ และการต่อรอง หรือทำอะไรระหว่างเรากับคนอื่น ๆ ก็ดูง่ายไปหมด ชีวิตมันช่างเบาสบายจริง ๆ